Last updated: 14 ม.ค. 2569 | 74 จำนวนผู้เข้าชม |
"ไม่อยากทำอะไรเลย" "เห็นหนังสือแล้วคลื่นไส้" "ตื่นมาแล้วรู้สึกเหนื่อยตั้งแต่ยังไม่เริ่มวัน"
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่ความขี้เกียจเสมอไปนะคะ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะ Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในวัยเรียน ซึ่งเกิดจากการสะสมความเครียดเป็นเวลานานจนร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างการเตรียมสอบเข้า ม.4 ที่การแข่งขันสูงมากในปี 2026 นี้
วันนี้ครูจะพามาเช็กสัญญาณอันตราย และวิธีดึงตัวเองกลับมาจากหลุมดำแห่งความเหนื่อยล้าค่ะ
ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่ามีอาการเหล่านี้เกิน 3 ข้อหรือไม่:
ร่างกายอ่อนเพลียเรื้อรัง: ปวดหัว ปวดหลัง นอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ หรือนอนไม่หลับเพราะในหัวคิดแต่เรื่องเรียน
ประสิทธิภาพการเรียนลดลง: ปกติอ่านชั่วโมงเดียวเข้าใจ แต่ตอนนี้อ่านสามรอบยังจำไม่ได้ สมาธิสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด
ความรู้สึกด้านลบต่อการเรียน: เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ไร้ความหมาย มองไม่เห็นอนาคต หรือเริ่มไม่อยากสุงสิงกับเพื่อน
อารมณ์แปรปรวน: หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ ร้องไห้ไม่มีสาเหตุ หรือรู้สึกชาชินกับทุกอย่าง
หากนักเรียนเริ่มรู้สึกว่า "ไม่ไหวแล้ว" ให้ลองทำตามขั้นตอนการกู้คืน (Recovery) ดังนี้ค่ะ:
การพักไม่ใช่การ "ไถโซเชียล" นะคะ เพราะสมองยังต้องทำงานหนักในการรับข้อมูล
Digital Detox: ลองปิดมือถือสัก 1-2 ชั่วโมง ไปเดินเล่นในสวน นั่งมองท้องฟ้า หรือฟังเพลงนิ่งๆ
กฎ 90-15: อ่านหนังสือ 90 นาที แล้วต้องพักสายตา 15 นาที (แบบไม่แตะหน้าจอ) เพื่อให้สมองได้จัดระเบียบข้อมูล
หา "ความสุขนอกตำรา" ที่เคยชอบทำ
งานอดิเรก: กลับไปวาดรูป เล่นดนตรี หรือเล่นกีฬาที่เคยทิ้งไปเพราะมัวแต่เรียนพิเศษ การทำสิ่งที่ทำได้ดีจะช่วยเรียกความมั่นใจคืนมา
ระบายความในใจ: อย่าเก็บไว้คนเดียว คุยกับเพื่อนที่เข้าใจ พ่อแม่ หรือคุณครูแนะแนว การพูดออกมาช่วยระบายความอัดอั้นได้มากค่ะ
บางทีเรา Burnout เพราะเรามองแต่ "ยอดเขา" ที่สูงเกินไป จนลืมดู "ก้าวถัดไป"
Small Wins: แทนที่จะตั้งเป้าว่า "วันนี้ต้องจบฟิสิกส์ 3 บท" ให้เปลี่ยนเป็น "วันนี้ขอทำโจทย์ 5 ข้อให้ถูกหมด" เมื่อทำสำเร็จ สมองจะหลั่งสารความสุข (Dopamine) ทำให้มีแรงก้าวต่อ
สาเหตุใหญ่ของ Burnout คือความเป็น Perfectionist หรือการพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ
ยอมรับความพ่ายแพ้บ้าง: บางวันเราอาจจะเรียนไม่รู้เรื่องบ้าง สอบตกบ้าง ไม่เป็นไรค่ะ ชีวิตไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร แต่มันคือการวิ่งมาราธอน เราต้องรักษาพลังงานไว้ให้ถึงเส้นชัย
ใจดีกับตัวเอง: ลองถามตัวเองว่า "ถ้าเพื่อนรักของเรากำลังเหนื่อยแบบนี้ เราจะบอกเขาว่าอะไร?" แล้วจงบอกประโยคนั้นกับตัวเองค่ะ
ถ้าทำตามวิธีข้างต้นแล้ว 2 สัปดาห์อาการยังไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีความคิดไม่อยากอยู่ต่อ "ต้องบอกผู้ปกครองหรือคุณครูทันที" นะคะ การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือการรักษาใจให้กลับมาแข็งแรงเหมือนการไปหาหมอเวลาเป็นหวัดค่ะ
ไฟที่ดับไปแล้ว จุดใหม่ให้สว่างกว่าเดิมได้เสมอค่ะ การถอยออกมาพักหนึ่งก้าว ไม่ได้แปลว่านักเรียนแพ้ แต่มันคือการ "ถอยมาเพื่อกระโดดให้ไกลกว่าเดิม"
ครูเชื่อในพลังของนักเรียนทุกคนนะคะ วันนี้ถ้าเหนื่อยก็พักก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มใหม่ ครูเป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ