Last updated: 14 ม.ค. 2569 | 81 จำนวนผู้เข้าชม |
หากพูดถึงคณะยอดฮิตที่มีอัตราการแข่งขันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา "คณะจิตวิทยา" ต้องติดอันดับต้นๆ อย่างแน่นอนค่ะ สาเหตุมาจากความตื่นตัวเรื่องปัญหาสุขภาพจิต (Mental Health Awareness) และองค์กรต่างๆ ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลพนักงานมากขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้นักเรียนหลายคนลังเล โดยเฉพาะน้องๆ สายศิลป์ คือความเข้าใจที่ว่าคณะนี้ต้องใช้ความรู้ชีววิทยาหนักมาก วันนี้ครูจะมาตีแผ่หลักสูตรและเกณฑ์การรับสมัครให้เห็นชัดๆ ค่ะว่าสรุปแล้วใครเรียนได้บ้าง และจบไปทำงานอะไรได้บ้างในโลกยุคใหม่
จิตวิทยา คือ ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ "พฤติกรรมและกระบวนการทางจิต" ของมนุษย์ แม้จะดูเป็นนามธรรม แต่การศึกษาต้องใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ การเก็บข้อมูล และสถิติค่ะ
โดยหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 แนวทางใหญ่ๆ คือ:
จิตวิทยาสายวิทย์ (B.Sc.): เน้นกลไกการทำงานของสมอง ฮอร์โมน ระบบประสาท และการบำบัดทางคลินิก ต้องเรียนชีววิทยาและสถิติเยอะหน่อย
จิตวิทยาสายศิลป์ (B.A.): เน้นทฤษฎีทางสังคม การปรึกษา พัฒนาการมนุษย์ และการประยุกต์ใช้ในองค์กร
คำตอบคือ "เข้าได้แน่นอนค่ะ" และมีที่นั่งรองรับเยอะมากด้วย
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่เปิดรับทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ โดยแบ่งเกณฑ์การรับดังนี้:
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย: รับรวม แต่ต้องเลือกยื่นคะแนนตามรูปแบบที่ถนัด เช่น สายวิทย์ยื่นคณิตศาสตร์ สายศิลป์ยื่นภาษาต่างประเทศ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: คณะศิลปศาสตร์ สาขาจิตวิทยา รับทุกแผนการเรียน เน้นคะแนนภาษาอังกฤษและวิชาสังคม
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์: คณะสังคมศาสตร์ สาขาจิตวิทยา เปิดรับรอบ Portfolio และ Admission ที่เด็กสายศิลป์ยื่นได้สบายๆ
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว): สาขาจิตวิทยาการปรึกษาและการแนะแนว เป็นที่นิยมของเด็กสายศิลป์มากๆ ค่ะ
ข้อควรระวัง: แม้จะสอบเข้าได้ แต่เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว น้องๆ สายศิลป์อาจต้องปรับตัวหนักหน่อยในวิชา "สรีรจิตวิทยา" (Physiological Psychology) ที่ต้องเรียนเรื่องสมอง และวิชา "สถิติเพื่อการวิจัย" (Statistics) ค่ะ
จิตวิทยาไม่ได้มีแค่ "นักจิตวิทยาคลินิก" ที่ทำงานในโรงพยาบาลเท่านั้นนะคะ แต่ยังมีสาขาอื่นที่น่าสนใจอีกเพียบ
จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ (IO): เรียนเรื่องการคัดเลือกคน บริหารทรัพยากรบุคคล (HR) และสร้างความสุขในที่ทำงาน (เงินเดือนดีมากในบริษัทเอกชน)
จิตวิทยาการปรึกษา (Counseling): เน้นทักษะการฟังและการพูดคุยเพื่อเยียวยาจิตใจ เหมาะกับคนที่มี Empathy สูง
จิตวิทยาพัฒนาการ: ศึกษาการเติบโตของคนทุกช่วงวัย ทำงานกับเด็กหรือผู้สูงอายุ
จิตวิทยาสังคม: ศึกษาพฤติกรรมกลุ่ม การโน้มน้าวใจ ซึ่งต่อยอดไปงานการตลาดและโฆษณาได้ดีเยี่ยม
อาชีพสายตรง:
นักจิตวิทยาคลินิก (ต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะ)
นักจิตวิทยาการปรึกษา
นักจิตวิทยาโรงเรียน / ครูแนะแนว
อาชีพสายประยุกต์ (ยอดนิยม):
HR (ฝ่ายบุคคล) ในบริษัทชั้นนำ
UX Researcher (วิจัยพฤติกรรมผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน)
นักการตลาด / นักวางแผนโฆษณา
Life Coach หรือวิทยากรฝึกอบรม
ทำเกรดเฉลี่ย (GPAX) ให้ดี: อย่างน้อย 3.00-3.50 ขึ้นไป เพื่อความปลอดภัยในรอบ Admission
เก็บคะแนนภาษาอังกฤษ: TGAT1 หรือ A-Level ภาษาอังกฤษ สำคัญมาก เพราะตำราจิตวิทยาดีๆ เป็นภาษาอังกฤษทั้งนั้น
อ่านหนังสือจิตวิทยาเบื้องต้น: ลองหาหนังสืออ่านเล่นแนวจิตวิทยามาอ่าน เพื่อดูว่าเราชอบจริงๆ หรือแค่ชอบตามกระแส เพราะการเรียนจริงต้องท่องทฤษฎีเยอะมากค่ะ
คณะจิตวิทยาเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีความสนใจในมนุษย์ค่ะ ไม่ว่านักเรียนจะมาจากสายวิทย์หรือสายศิลป์ หากมีใจรักที่จะทำความเข้าใจผู้อื่นและพร้อมเรียนรู้กระบวนการคิดที่เป็นระบบ อาชีพนี้จะสร้างความหมายให้กับชีวิตของนักเรียนและผู้อื่นได้อย่างมหาศาลค่ะ
ครูขอให้นักเรียนทุกคนค้นพบตัวเองและได้เรียนในสิ่งที่รักนะคะ