รีวิวสอบ SAT Digital: รูปแบบใหม่สอบง่ายขึ้นจริงไหม เด็ก ม.4 ต้องเริ่มเตรียมตัวเมื่อไหร่

Last updated: 14 ม.ค. 2569  |  25 จำนวนผู้เข้าชม  | 

รีวิวสอบ SAT Digital: รูปแบบใหม่สอบง่ายขึ้นจริงไหม เด็ก ม.4 ต้องเริ่มเตรียมตัวเมื่อไหร่

สำหรับนักเรียนที่มีเป้าหมายจะยื่นเข้าคณะอินเตอร์ฯ (International Program) ในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง จุฬาฯ (BBA, EBA, INDA) หรือ ธรรมศาสตร์ (BBA, BE) คะแนน SAT เปรียบเสมือนใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดใบหนึ่งค่ะ

แต่เดิมการสอบ SAT ต้องนั่งฝนกระดาษคำตอบนานถึง 3 ชั่วโมงจนปวดหลัง แต่ปัจจุบันทาง College Board ได้เปลี่ยนระบบใหม่ทั้งหมดเป็น SAT Digital ซึ่งสอบผ่านแท็บเล็ตหรือโน้ตบุ๊ก การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลดีหรือผลเสียต่อนักเรียนไทยกันแน่ วันนี้ครูจะมารีวิวให้ฟังแบบเจาะลึกค่ะ

1. SAT Digital เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างไรบ้าง

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือความ "กระชับ" และ "สะดวก" ค่ะ

  • เวลาสอบสั้นลง: จากเดิม 3 ชั่วโมง ลดเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 14 นาที เท่านั้น

  • บทความสั้นลง (Reading): แต่เดิมต้องอ่านบทความยาว 700-800 คำแล้วตอบหลายคำถาม แต่แบบใหม่จะเป็นบทความสั้นๆ (Short Passages) ประมาณ 25-150 คำ ต่อ 1 คำถาม ทำให้อ่านจบไวและไม่ต้องจำเนื้อหาเยอะ

  • เครื่องคิดเลข: อนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขได้ ตลอดการสอบพาร์ท Math (เดิมให้ใช้แค่บางส่วน) และมีโปรแกรมเครื่องคิดเลขกราฟิก (Desmos) ฝังมาให้ในแอปสอบเลย

  • รู้ผลไวขึ้น: จากเดิมรอผล 2-3 สัปดาห์ ตอนนี้รอเพียงไม่กี่วันก็รู้คะแนนแล้ว

2. ระบบ Adaptive Testing: ยิ่งเก่ง ยิ่งเจอข้อยาก

นี่คือจุดพีคที่นักเรียนต้องรู้ค่ะ ระบบใหม่ใช้การทดสอบแบบปรับเปลี่ยนตามความสามารถ (Multistage Adaptive Testing)

  • Module 1: ทุกคนจะเจอข้อสอบชุดมาตรฐานที่มีความยากง่ายคละกัน

  • Module 2: ระบบจะประเมินผลจาก Module 1

    • ถ้าทำ Module 1 ได้ดี $\rightarrow$ Module 2 จะเจอข้อสอบที่ ยากขึ้น (แต่คะแนนเพดานจะสูง มีสิทธิ์ได้เต็ม 800)

    • ถ้าทำ Module 1 ได้ไม่ดี $\rightarrow$ Module 2 จะเจอข้อสอบที่ ง่ายลง (แต่คะแนนเพดานจะต่ำลง หมดสิทธิ์ได้คะแนนสูง)

สรุป: ถ้ารู้สึกว่าข้อสอบครึ่งหลังยากมาก แปลว่านักเรียนมาถูกทางแล้วค่ะ แต่ถ้ารู้สึกว่าง่ายตลอดจนจบ แปลว่าคะแนนอาจจะไม่สวยอย่างที่คิด

3. สรุปแล้ว "ง่ายขึ้น" จริงไหม

ครูขอฟันธงว่า "สะดวกขึ้น แต่ไม่ได้ง่ายขึ้นเสมอไป" ค่ะ

  • พาร์ท Reading & Writing: ง่ายขึ้นสำหรับเด็กไทย เพราะไม่ต้องอ่านยาวๆ จนตาลาย และศัพท์ไม่ได้เน้นความยากเวอร์วังเหมือนสมัยก่อน แต่เน้นตรรกะและการเชื่อมโยงข้อมูล

  • พาร์ท Math: ง่ายขึ้นสำหรับคนที่ไม่แม่นคิดเลขในใจ เพราะกดเครื่องคิดเลขได้ตลอด แต่โจทย์จะมีความซับซ้อนในการตีความมากขึ้น

4. เด็ก ม.4 ต้องเริ่มเตรียมตัวเมื่อไหร่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ "เริ่มปูพื้นฐานตอน ม.4 และสอบเก็บคะแนนตอน ม.5" ค่ะ

  • ม.4 เทอม 1: เริ่มท่องศัพท์ SAT และทบทวนคณิตศาสตร์ ม.ปลาย (โดยเฉพาะเรื่อง Linear Equation, Quadratic, Exponential)

  • ม.4 เทอม 2: ลองโหลดแอป Bluebook (แอปสอบจริง) มาลองทำข้อสอบจำลอง (Practice Test) เพื่อดูคะแนนตั้งต้น

  • ม.5 เทอม 1: ลงสนามสอบจริงรอบแรก เพื่อดูบรรยากาศและลดความตื่นเต้น

  • ม.5 เทอม 2: สอบรอบแก้ตัว (ถ้าคะแนนยังไม่ถึงเป้า) เพื่อให้มีคะแนนพร้อมยื่นตอนขึ้น ม.6 เทอม 1 ทันที

5. แนะนำเครื่องมือเตรียมสอบฟรี

  1. Bluebook App: แอปพลิเคชันที่ใช้สอบจริง มีข้อสอบจำลองให้ทำฟรี 4 ชุดจาก College Board ซึ่งตรงแนวข้อสอบที่สุด

  2. Khan Academy: มีคอร์สติว Digital SAT ฟรีที่จับมือกับ College Board โดยตรง มีแบบฝึกหัดแยกตามหัวข้อและวิดีโอเฉลยละเอียด

บทสรุปจากครู

SAT Digital คือโอกาสทองของเด็กไทยค่ะ เพราะรูปแบบข้อสอบที่สั้นลงและเครื่องมือที่ทันสมัยช่วยลดอุปสรรคทางภาษาลงไปได้เยอะมาก หากนักเรียน ม.4 เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ฝึกฝนการใช้แอป Bluebook ให้คล่อง และแม่นยำในคอนเซปต์คณิตศาสตร์ คะแนน 1400+ ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันค่ะ

ขอให้นักเรียนทุกคนสนุกกับการเรียนรู้ระบบใหม่และคว้าคะแนนสูงๆ มาครองนะคะ ครูเป็นกำลังใจให้ค่ะ

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้