Last updated: 14 ม.ค. 2569 | 54 จำนวนผู้เข้าชม |
ในยุค TCAS ปัจจุบัน คะแนนวัดระดับภาษาอังกฤษที่เป็นสากลอย่าง IELTS (International English Language Testing System) กลายเป็น "อาวุธหนัก" ที่นักเรียน ม.ปลาย ต้องมีติดตัว โดยเฉพาะคนที่เล็งคณะแพทยศาสตร์ (รอบ 1), วิศวกรรมศาสตร์นานาชาติ, BBA หรืออักษรศาสตร์ เพราะเกณฑ์ขั้นต่ำส่วนใหญ่มักจะขอที่ Band 6.0 - 6.5 แต่ถ้าอยาก "ติดชัวร์" และโดดเด่นกว่าคู่แข่ง นักเรียนต้องตั้งเป้าที่ Band 7.0 ขึ้นไป ค่ะ
หลายคนมักพลาดไปเริ่มติวตอน ม.6 เทอม 1 ซึ่งเป็นช่วงที่งานรุมเร้ามาก ทำให้กดดันและคะแนนไม่เป็นดั่งหวัง ครูจึงอยากแนะนำให้นักเรียนเริ่มวางแผนตั้งแต่ ม.4 ซึ่งเป็น "นาทีทอง" ที่มีเวลาเหลือเฟือ มาดูกันค่ะว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรให้ได้คะแนนสวยๆ โดยไม่ต้องเครียดจนเกินไป
คะแนน IELTS มีตั้งแต่ 0 ถึง 9.0 โดย Band 7.0 ถูกจัดอยู่ในระดับ "Good User" หรือผู้ใช้ภาษาดี
ความหมาย: สามารถใช้ภาษาอังกฤษที่มีความซับซ้อนได้ดี เข้าใจเหตุผลที่ละเอียดอ่อน แม้จะมีข้อผิดพลาดบ้างเล็กน้อยในบางสถานการณ์
เทียบเท่า: ระดับ C1 ของมาตรฐาน CEFR (ระดับเดียวกับนักเรียนปริญญาโทในต่างประเทศ)
เป้าหมาย: การจะได้ 7.0 นักเรียนไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเจ้าของภาษา แต่ต้อง "แม่นยำในโครงสร้าง" และ "มีความเป็นธรรมชาติ" ในการสื่อสารค่ะ
คะแนนเก็บได้ 2 ปี: หากสอบตอน ม.4 เทอม 2 หรือ ม.5 เทอม 1 คะแนนจะยังใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยตอน ม.6 ได้พอดี
มีเวลาแก้ตัว: หากสอบครั้งแรกแล้วคะแนนไม่ถึงเป้า นักเรียนยังมีเวลาเหลือเฟือให้สอบใหม่ได้อีก 2-3 รอบโดยไม่กระทบเวลาอ่านวิชาอื่น
ลดความกดดัน: ตอน ม.6 เพื่อนๆ จะวิ่งวุ่นกับการสอบ TGAT/TPAT และ A-Level ถ้านักเรียนมีคะแนน IELTS นอนกอดไว้อุ่นใจแล้ว นักเรียนจะได้เปรียบมหาศาลค่ะ
ข้อสอบฟังของ IELTS เน้นการจับใจความและการสะกดคำที่ถูกต้อง
เทคนิค: ฝึกฟัง Podcast หรือข่าวภาษาอังกฤษ (BBC Learning English, TED Talks) วันละ 15-30 นาที และที่สำคัญคือต้องฝึกเขียนตามคำบอก (Dictation) เพราะข้อสอบ IELTS จะหักคะแนนทันทีที่สะกดผิดหรือลืมเติม s/es
บทความ IELTS เป็นเชิงวิชาการ (Academic) และยาวมาก ปัญหาคือทำไม่ทัน
เทคนิค: ฝึกอ่านบทความวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อม จากเว็บไซต์อย่าง National Geographic หรือ The Economist เพื่อให้ชินกับศัพท์ยาก และฝึกเทคนิค Skimming (อ่านข้าม) และ Scanning (หาคำตอบ) ห้ามอ่านทุกตัวอักษรเด็ดขาดค่ะ
นี่คือพาร์ทที่หินที่สุดสำหรับเด็กไทย การจะได้ Band 7.0 ต้องเขียนให้เป็นระบบ
Task 1 (อธิบายกราฟ): ต้องเปรียบเทียบข้อมูลให้เห็นภาพชัดเจน ใช้ศัพท์ที่หลากหลาย (Trend Vocabulary) ไม่ใช่แค่ increase/decrease ซ้ำๆ
Task 2 (เรียงความ): โครงสร้างต้องเป๊ะ (Introduction - Body - Conclusion) และต้องมีการยกตัวอย่างสนับสนุนเหตุผลที่ชัดเจน (Critical Thinking) ครูแนะนำให้ฝึกเขียนสัปดาห์ละ 2 เรื่องแล้วให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตรวจแก้ค่ะ
กรรมการไม่ได้ดูแค่ความถูกต้องของไวยากรณ์ แต่ดูความคล่องแคล่ว (Fluency)
เทคนิค: อย่าท่องคำตอบไปตอบ เพราะกรรมการจะดูออกทันที ให้ฝึกพูดเรื่องใกล้ตัวและเรื่องสังคม ฝึกใช้ Idioms (สำนวน) ให้เป็นธรรมชาติ และห้ามตอบแค่ Yes/No ต้องขยายความเสมอ (Elaboration)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ครูขอแบ่งช่วงเวลาเตรียมตัวดังนี้ค่ะ
ระยะที่ 1: ปูพื้นฐาน (Foundation) - 3 เดือนแรก
เน้นแก้ Grammar ที่มักใช้ผิด
ท่องศัพท์ Academic Word List (AWL)
ยังไม่ต้องจับเวลาทำข้อสอบ ให้เน้นความเข้าใจ
ระยะที่ 2: ตะลุยโจทย์ (Skill Building) - 3 เดือนต่อมา
เริ่มทำข้อสอบ Cambridge IELTS เล่มเก่าๆ (เล่ม 10-15)
ฝึกแยกสกิล วันละ 1 พาร์ท
เริ่มจับเวลาในการทำ Reading และ Writing
ระยะที่ 3: จำลองสนามจริง (Simulation) - 1 เดือนก่อนสอบ
ทำข้อสอบ Mock Test เต็มรูปแบบรวดเดียว 3 ชั่วโมง เพื่อฝึกสมาธิและความอึด
วิเคราะห์จุดอ่อนที่ยังทำคะแนนได้น้อย แล้วอุดรอยรั่วนั้น
ปัจจุบันมีการสอบแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งรู้ผลเร็วกว่า (3-5 วัน)
เลือกสอบคอมพิวเตอร์: ถ้านักเรียนพิมพ์ดีดคล่อง, ลายมืออ่านยาก, และชอบใส่หูฟังส่วนตัวเวลาสอบ Listening
เลือกสอบกระดาษ: ถ้านักเรียนชอบขีดเขียน ชอบวงกลมไฮไลท์บนกระดาษ และไม่ถนัดพิมพ์
การสอบ IELTS ให้ได้ Band 7.0+ ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค แต่มาจากความสม่ำเสมอค่ะ ภาษาอังกฤษเป็นทักษะที่ต้องสะสม วันละนิดละหน่อยดีกว่าการอัดอ่านโต้รุ่งก่อนสอบ ครูขอให้นักเรียน ม.4 ทุกคนใช้เวลาที่มีตอนนี้ให้คุ้มค่า เริ่มต้นวันละ 30 นาทีตั้งแต่วันนี้ พอถึงเวลาต้องยื่นพอร์ต นักเรียนจะขอบคุณตัวเองที่เริ่มต้นเร็วค่ะ
ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จและคว้าคะแนนตามเป้าหมายนะคะ ครูเป็นกำลังใจให้ค่ะ