Last updated: 14 ม.ค. 2569 | 4 จำนวนผู้เข้าชม |
ในการสอบเข้า ม.4 วิชาภาษาอังกฤษ พาร์ทที่ทำให้นักเรียนเสียคะแนนมากที่สุดมักไม่ใช่ Grammar ที่ยากเกินไป แต่เป็นพาร์ท Reading Comprehension หรือการอ่านจับใจความ สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง แต่เป็นเพราะ "ทำไม่ทัน" เนื่องจากบทความมีความยาวมาก (บางโรงเรียนยาวเกือบ 1 หน้ากระดาษ A4) และศัพท์เทคนิคเยอะทำให้นักเรียนเสียเวลาไปกับการพยายามแปลทุกตัวอักษร
วันนี้ครูจะมาสอนเทคนิคการ "อ่านเร็ว" (Speed Reading) และกลยุทธ์การจัดการกับข้อสอบ Reading ให้ทันเวลา โดยที่นักเรียนไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์ทุกคำในบทความก็สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้ค่ะ
ก่อนจะไปแก้ปัญหา เราต้องรู้สาเหตุก่อนค่ะว่าทำไมเราถึงใช้เวลานานเกินไป
อ่านทุกตัวอักษร (Word-by-word reading): การไล่อ่านทีละคำเหมือนอ่านหนังสือเรียนจะทำให้สมองล้าและประมวลผลช้า
ติดนิสัยแปลเป็นไทยในหัว: การต้องแปลอังกฤษเป็นไทยก่อนทำความเข้าใจ ทำให้เสียเวลาเป็น 2 เท่า
หยุดชะงักเมื่อเจอศัพท์ยาก: พอเจอคำที่ไม่รู้ความหมาย ก็จะหยุดคิดหรืออ่านทวนซ้ำๆ ทำให้เสียจังหวะการอ่าน
เทคนิคนี้ใช้สำหรับตอบคำถามประเภท Main Idea (ใจความสำคัญ) หรือ Title (ชื่อเรื่อง) ค่ะ
วิธีการทำ:
อ่านย่อหน้าแรกและย่อหน้าสุดท้าย: เพราะใจความสำคัญมักจะซ่อนอยู่ตรงบทนำและบทสรุป
อ่านประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า (Topic Sentence): ปกติแล้วประโยคแรกจะบอกว่าย่อหน้านั้นกำลังจะพูดเรื่องอะไร
กวาดสายตาเร็วๆ: ไม่ต้องสนใจรายละเอียดปลีกย่อย ตัวเลข หรือชื่อคน ให้จับแค่ว่า "ใคร ทำอะไร เกี่ยวกับเรื่องอะไร"
เป้าหมาย: เพื่อให้รู้ Theme ของเรื่องภายใน 1-2 นาทีแรก
เทคนิคนี้ใช้สำหรับตอบคำถามประเภท Detail ที่ถามเจาะจง เช่น ใคร (Who), ที่ไหน (Where), เมื่อไหร่ (When) หรือถามตัวเลขต่างๆ
วิธีการทำ:
อ่านโจทย์ก่อนเสมอ: ดูว่าโจทย์ถามหาอะไร เช่น ถามหา "ปี พ.ศ." ให้มองหาตัวเลข ถามหา "ชื่อคน" ให้มองหาตัวอักษรพิมพ์ใหญ่
กวาดสายตาหา Keywords: ไล่สายตาลงมาเรื่อยๆ เพื่อหาคำที่ตรงกับในโจทย์ เมื่อเจอแล้วค่อยหยุดอ่านประโยคแวดล้อมนั้นอย่างละเอียด
ไม่ต้องอ่านทั้งเรื่อง: ถ้าโจทย์ถามแค่บรรทัดที่ 5 นักเรียนก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาอ่านบรรทัดที่ 20 ค่ะ
เมื่อเจอศัพท์ยากที่ไม่รู้ความหมาย ห้ามตกใจและห้ามหยุดอ่านค่ะ ให้ใช้ "บริบทแวดล้อม" ช่วยเดาความหมาย
จุดสังเกต:
คำเชื่อมขัดแย้ง (but, however, although): ถ้าข้างหน้าเป็นบวก ข้างหลังต้องเป็นลบ เช่น "He is wealthy but stingy." (เขาเป็นคนรวยแต่...) ถ้าเรารู้ว่า Wealthy แปลว่ารวย แต่ไม่รู้ Stingy คำว่า Stingy ต้องมีความหมายลบแน่นอน (ซึ่งแปลว่าขี้เหนียว)
เครื่องหมายวรรคตอน: เครื่องหมาย Comma (,), Dash (-) หรือวงเล็บ () มักจะทำหน้าที่ขยายความหรือบอกความหมายของคำศัพท์ยากที่อยู่ข้างหน้า
เพื่อบริหารเวลาให้คุ้มค่าที่สุด ครูแนะนำให้ทำโจทย์ตามลำดับความยากง่ายดังนี้ค่ะ:
ทำข้อ Detail (รายละเอียด) ก่อน: เพราะเป็นคำถามที่หาคำตอบได้ง่ายที่สุด แค่ Scan หาให้เจอ
ทำข้อ Vocabulary (คำศัพท์): ใช้ Context Clues ช่วยเดา
ทำข้อ Reference (การอ้างอิง): ถามว่า it, they, he ในบรรทัดนี้หมายถึงใคร
ทำข้อ Main Idea / Title ทีหลังสุด: เพราะเมื่อเราทำข้อ 1-3 เสร็จแล้ว เราจะอ่านบทความไปได้เกือบทั้งเรื่องโดยอัตโนมัติ ทำให้เราสรุปใจความสำคัญได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องอ่านซ้ำค่ะ
ทักษะการอ่านเร็วสร้างไม่ได้ในวันเดียวค่ะ นักเรียนต้องฝึกฝนดังนี้:
จับเวลาทุกครั้ง: เวลาฝึกทำโจทย์ที่บ้าน ให้ตั้งนาฬิกาไว้เลยว่า 1 บทความต้องใช้เวลาไม่เกิน 5-7 นาที
อ่านบทความหลากหลาย: อย่าอ่านแต่เรื่องที่ชอบ ลองอ่านข่าวกีฬา วิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐกิจบ้าง เพื่อให้คุ้นเคยกับศัพท์หลายๆ แนว
เลิกใช้นิ้วชี้ตามตัวอักษร: ให้ใช้สายตากวาดไปข้างหน้าแทน การใช้นิ้วชี้จะดึงความเร็วในการอ่านของเราให้ช้าลงค่ะ
การทำข้อสอบ Reading ให้ทันเวลา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารู้ศัพท์มากแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรา "จับประเด็น" ได้ไวแค่ไหน เทคนิค Skimming และ Scanning คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้นักเรียนเอาตัวรอดได้ในสถานการณ์ที่เวลามีจำกัด ขอให้นักเรียนนำเทคนิคนี้ไปฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ แล้วจะพบว่าข้อสอบ Reading ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ